ยินดีต้อนรับสู่ มารีนทราเวล รวมข้อมูลแหล่งท่องเที่ยว ข้อมูลที่พัก ข้อมูลกิจกรรม อัพเดทที่นี่ทุกวัน

วันพฤหัสบดีที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

ย้อนรอยวันที่ในหลวงทรงแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทยด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว

Share & Comment

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธิน เสด็จนำธง "ราชนาวิกโยธิน" มาปักไว้เหนือก้อนหินใหญ่บนชายหาดกลางอ่าวเตยงาม เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509 หลังจากที่ได้ทรงเรือใบ โอ.เค. ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากพระราชวังไกลกังวล หัวหิน ข้ามอ่าวไทยเป็นเวลา 17 ชั่วโมงเศษ ธงราชนาวิกโยธินสีแดงเข้ม รูปครุฑเกาะลูกโลก บรรจุแผนที่ประเทศไทย และเส้นรุ้งเส้นแวงทับลงบนสมอเรือและสายสมอ พลิ้วสะบัดตามแรงลมดูเด่นเป็นสง่าอยู่เหนือก้อนหินขนาดใหญ่กลางชายหาดอ่าวนาวิกโยธิน หรืออ่าวเตยงาม กองบัญชาการ หน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน (นย.) อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เบื้องหลังอนุสรณ์สถานแห่งนี้ มีปูนปั้นรูปเรือใบประเภทโอเค ชื่อ "เวคา" (VEGA) ขนาดเท่าของจริงตั้งอยู่เคียงคู่กัน
ย้อนกลับไปเมื่อ 41 ปีก่อน "เวคา" เรือใบลำนี้เคยสร้างประวัติศาสตร์ที่แสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ทรงเรือใบแล่นผ่านอุปสรรคนานาประการ บวกกับความแปรปรวนของคลื่นลมกลางทะเลอ่าวไทย จาก อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ มายัง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี ระยะทางประมาณ 60 ไมล์ทะเล หรือประมาณ 110 กิโลเมตร นานถึง 17 ชั่วโมง !!! เวลา 04.28 น. 19 เมษายน 2509 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบเวคาด้วยพระองค์เองเพียงลำพัง จากพระราชวังไกลกังวลแล่นข้ามอ่าวไทยมาถึง อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี เวลา 21.28 น. ตลอด 17 ชั่วโมงเต็ม พระองค์ทรงแล่นเรือใบลอยเคว้งคว้างมองไม่เห็นจุดหมายอยู่กลางอ่าวไทย จะพบพานกับอุปสรรคใดบ้าง ?

พล.ร.อ.ยุทธนา เชิดบุญเมือง อดีตผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการนาวิกโยธิน คนที่ 8 วัย 83 ปี ผู้อยู่ในเหตุการณ์วันนั้น รู้เพียงว่า...วันนั้น "ลมอ่อน" ทำให้เรือใบแล่นได้ช้าลง เพราะเรือใบต้องอาศัยแรงลมในการขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมาย หากครั้งใดเจอปัญหาสภาพลมอ่อนจะต้องควบคุมเรือใบให้เดินทางสู่จุดหมายด้วยวิธีแล่นก้าว ซึ่งเป็นการแล่นเรือใบสลับฟันปลา เพื่อให้ใบเรือปะทะรับแรงลมแล่นไปสู่จุดหมายปลายทางนั่นเอง "วันนั้นลมไม่เป็นใจถึงได้ช้า แถมสมัยก่อนมือถือยังไม่มี มีทหารเรือติดตามอารักขาแค่ลำเดียว การแล่นเรือข้ามอ่าวนั้นอันตราย แต่เมื่อรู้ว่าในหลวงมาถึงแล้ว ทุกคนปลาบปลื้มกันถ้วนหน้า ผู้บัญชาการทหารเรือสมัยนั้นถึงกับลุยน้ำทะเลไปรับพระองค์ท่านเลยทีเดียว"





พล.ร.อ.ยุทธนา ย้อนความทรงจำสมัยเป็นเสนาธิการทหาร ยศนาวาเอก "ทุกคนเฝ้ารอคอยพระองค์ท่านด้วยความเป็นกังวล เป็นห่วงพระองค์ท่าน เพราะมันมืดแล้ว ปกติเรือใบมีความเร็วประมาณ 5 นอตต่อชั่วโมง ก็น่าจะใช้เวลาประมาณ 12 ชั่วโมง 4-5 โมงเย็นก็น่าจะถึง แต่พระองค์ท่านมาถึงตอน 3 ทุ่มเศษ" พล.ร.อ.ยุทธนา บอกหลังคำนวณระยะทางอย่างคล่องแคล่วและรวดเร็วในใจ วินาทีที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเรือใบมาถึงอ่าวนาวิกโยธิน นำความปลาบปลื้มมาสู่เหล่าข้าราชการกองทัพเรือ

พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธินเป็นครั้งแรก


พระองค์ทรงฉลองพระองค์ชุดสนามทหารนาวิกโยธินเป็นครั้งแรก และนำธง "ราชนาวิกโยธิน" ซึ่งทรงนำข้ามอ่าวไทยมาด้วย ปักเหนือยอดก้อนหินใหญ่ที่ชายหาด ท่ามกลางเสียงบรรเลงเพลงพระราชนิพนธ์ มาร์ชราชนาวิกโยธิน (Royal Marines March) และทรงลงพระปรมาภิไธยบนแผ่นศิลาจารึกบนก้อนหินใหญ่
หลังจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าอุบลรัตนราชกัญญาฯ (พระอิสริยยศขณะนั้น) เมื่อสำราญพระราชอิริยาบถตามพระราชอัธยาศัย จนเวลาเที่ยงคืนจึงเสด็จฯ ไปประทับเรือหลวงจันทร เรือพระที่นั่งข้ามอ่าวไทยกลับพระราชวังไกลกังวล

อีก 1 ปีต่อมา วันครบรอบขวบปีที่พระองค์ทรงแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทย พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนำพวงมาลัยพวงใหญ่มาคล้องประดับแผ่นศิลา ก่อนที่จะทรงเรือใบบริเวณอ่าวเตยงาม โดยมีข้าราชบริพารพายเรือออกไปห้อมล้อมเรือใบพระที่นั่ง ยังคงเป็นภาพความประทับใจติดตรึงใจเหล่าข้าราชการทหารนาวิกโยธิน และครอบครัวตราบจนทุกวันนี้

ปัจจุบัน "พระปรมาภิไธย" เหนือก้อนหินใหญ่กลายเป็น "อนุสรณ์สถาน" เพื่อรำลึกเหตุการณ์วันที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงปักธงราชนาวิกโยธิน โดยมีการจารึกข้อความพระราชสดุดีและเฉลิมพระเกียรติ ความว่า "ณ ที่นี้ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จอมทัพไทย ทรงนำเรือใบขนาด 13 ฟุต ด้วยพระองค์เองพระองค์เดียว จากหัวหินมาถึงสัตหีบ เมื่อวันที่ 19 เมษายน 2509 เริ่มเวลา 04.28 น.ถึงเวลา 21.28 น. ทั้งนี้ เป็นพระปรีชาสามารถอย่างยอดเยี่ยม เป็นครั้งแรกในประวัติการณ์กองทัพเรือ ได้ขอพระราชทานพระมหากรุณาให้ทรงลงพระปรมาภิไธยไว้เป็นสิริมงคล และเพื่อเป็นเกียรติประวัติแก่กองทัพเรือสืบไป"

การแล่นเรือใบข้ามอ่าวไทยตลอด 17 ชั่วโมง ขณะที่ทรงเรือใบเล็กๆ ต่อสู้กับความแปรปรวนของสภาพอากาศและคลื่นลมกลางทะเลนั้นน.อ.สุธีพงศ์ สะท้อนว่า ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่ใครจะทำได้อย่างพระองค์ท่าน พระวรกายต้องตากแดด ตากลม หากเจอสภาพลมอ่อนต้องใช้วิธีแล่นก้าว ซึ่งเป็นการแล่นเฉียงกับลม ปรับเรือใบในทิศที่รับลม ต้องใช้พละกำลังในการโหนเรือ และยังต้องใช้ความคิด ประมวลความรู้เรื่องอุทกศาสตร์และทิศทางลม เพื่อให้เรือใบแล่นไปถึงเป้าหมายโดยอาศัยแรงลม เพราะเรือใบไม่ได้ติดเครื่องยนต์ หากเรือล่มพระองค์ต้องทรงกู้เอง ต้องทำทุกอย่างด้วยพระองค์เอง

ที่มา : www.navy.mi.th

Tags:

Written by

We are Creative Blogger Theme Wavers which provides user friendly, effective and easy to use themes. Each support has free and providing HD support screen casting.

0 ความคิดเห็น :

แสดงความคิดเห็น

 

Popular Content

#

Recent Posts

#

Follow by Email

Why to Choose Marines Travel?

.
Copyright © Marines Travel | Designed by Templateism.com | Published by GooyaabiTemplates.com